Top

ที่ปรึกษาด้านการอยู่อาศัย

สิ่งที่ต้องรู้สำหรับการซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่า

    ดังที่รู้กันว่า การลงทุนซื้ออสังหาในทำเลดี ๆ เพื่อให้เช่านั้น เป็นการลงทุนอันชาญฉลาดสำหรับผู้มีกำลังทรัพย์และมีวิสัยทัศน์ ที่นอกจากจะได้ผลตอบแทนทั้งจากค่าเช่าแล้วยังมีโอกาสทำกำไรได้สูงเมื่อต้องการขายในอนาคต จากการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ตามราคาที่ดินในทำเลทองที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เช่นเดียวกับการลงทุนทุกรูปแบบ ที่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูลเพื่อการตัดสินใจให้รอบด้านก่อนเสมอ การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าก็มีสิ่งที่ควรรู้ ดังนี้     ซื้อเพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก - สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ คุณต้องรู้ความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน ว่าต้องการซื้อหรือลงทุนในคอนโดนี้เพื่อวัตถุประสงค์ใดเป็นหลัก วัตถุประสงค์ในการซื้อที่กว้าง ๆ อาจจะดูดีสำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยของตัวเอง วิธีพิจารณาก็เป็นแบบหนึ่ง แต่หากต้องการซื้อเพื่อปล่อยเช่า วิธีพิจารณาก็ย่อมแตกต่างออกไป โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาความต้องการของตัวคุณเองมาเป็นการพิจารณาความต้องการในมุมมองของผู้เช่า ซึ่งต้องใช้การหาความรู้รอบด้านเพื่อที่จะประเมินได้แม่นยำที่สุด     ผู้เช่าของคุณคือใคร – เช่นเดียวกับการลงทุนในธุรกิจ หรือค้าขายสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องรู้ก่อนว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร มีรายละเอียดความต้องการและความคาดหวังอย่างไรต่อสินค้าและบริการที่คุณต้องการขาย เมื่อรู้แล้วจึงสามารถวางแผนกำหนดลักษณะสินค้าและทิศทางการลงทุนได้ เช่น ระดับราคาค่าเช่า ซึ่งหมายถึงคุณต้องประเมินระดับสถานะทางเศรษฐกิจของผู้เช่าว่าอยู่ในระดับใด หากคุณต้องการลูกค้าระดับไฮเอนด์ คอนโดที่คุณลงทุนก็ต้องเป็นระดับลักซ์ชัวรี และเป็นย่านที่มีลูกค้าหรือโครงการลักษณะเดียวกันตั้งอยู่ด้วย หากคุณคาดหวังลูกค้าชาวต่างประเทศ ก็ต้องรู้ว่า ส่วนใหญ่เป็นคนประเทศไหน ระดับฐานะประมาณไหน ลูกค้ากลุ่มนั้นต้องการอาศัยอยู่ในย่านใด ต้องการที่พักอาศัยแบบไหน เมื่อรู้ทิศทางแล้วก็สามารถเลือกทำเล และลักษณะของโครงการที่ตอบโจทย์ให้เหมาะกับการลงทุนของคุณได้     ความสามารถในการลงทุน – พิจารณางบประมาณและระดับความสามารถในการลงทุนของตัวเองอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงระยะเวลาที่ต้องผ่อนชำระ อัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ว่าคุณมีกำลังพอที่จะจ่ายไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ โดยตรวจสอบสภาพคล่องของตัวเองให้พร้อม ประเมินความเป็นไปได้ว่า คุณจะมีรายรับเข้ามาสม่ำเสมอพอที่จะรับภาระในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน ความเสี่ยงในเรื่องเงินทุนของคุณคืออะไร สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยวิธีใดบ้าง หากคุณตั้งใจจะใช้บางส่วนจากเงินเดือนมาผ่อนคอนโดก็ต้องคิดว่า หากมีเหตุที่ทำให้ไม่มีรายได้ประจำ จะมีเงินทุนสำรองหมุนเวียนมาผ่อนต่อหรือไม่ หรือในกรณีที่คุณหวังจะเอาค่าเช่ามาเป็นเงินผ่อนค่างวด ก็ต้องคิดถึงช่วงที่ไม่มีคนเช่าว่าจะใช้เงินส่วนไหนมารับภาระ     ราคาต้นทุน – ราคาต้นทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดว่า คุณต้องตั้งราคาค่าเช่าเท่าใดจึงจะทำกำไรได้เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้นทุนของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น บางคนสามารถซื้อคอนโดได้ในราคาพิเศษช่วงเปิดจอง ก็จะได้ราคาดีกว่าคนที่ซื้อทีหลังหรือซื้อต่อจากคนอื่น บางคนอาจได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยอัตราพิเศษ บางคนซื้อเงินสดไม่ต้องมีภาระเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ การมีต้นทุนที่แตกต่างกันจะทำให้คนที่ต้นทุนต่ำกว่าสามารถปล่อยเช่าได้ในราคาที่ถูกกว่า ทำให้มีโอกาสที่มากกว่าในการแข่งขัน     พิจารณาคู่แข่ง – การมีคู่แข่งนั้นเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและลบ ข้อดีของการมีคู่แข่งในย่านเดียวกันหรือในตึกเดียวกับคุณคือ เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่า คุณน่าจะเลือกทำเลดีหรือโครงการเลือกไว้น่าจะดีจึงอยู่ในความสนใจของคนอื่นๆเช่นเดียวกัน ย่านที่มีโครงการอสังหาเกิดขึ้นมาก ก็มีโอกาสที่จะมีความเจริญและสะดวกสบายมากขึ้นกว่าย่านที่ไม่มีใครสนใจ แต่ในทางกลับกัน ยิ่งคู่แข่งเยอะ คุณก็ยิ่งต้องแข่งขันสูง ทั้งคุณภาพ ราคา ที่จะต้องเชือดเฉือนกันเพื่อให้โดนใจลูกค้าผู้เช่าได้มากที่สุด โดยคุณสามารถหาราคาค่าเช่าที่เหมาะสมได้จากการศึกษาราคาของคู่แข่งในย่านเดียวกัน อย่างไรก็ดี การตั้งราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในการเรียกลูกค้า ต้องดูว่า ราคาในย่านนั้นเป็นราคาที่คุณสามารถทำกำไรได้หรือไม่      สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม – นอกเหนือจากการเลือกโครงการที่ออกแบบได้ดี ก่อสร้างได้มาตรฐาน มีสาธารณูปโภคภายในโครงการพร้อม ก็อย่าลืมพิจารณาสภาพโดยรวมของโครงการด้วย ว่าอยู่ในย่านที่มีลักษณะชุมชนแบบไหน มีความปลอดภัย มีความสะดวกในการออกไปหาที่กินที่ซื้อของ หรือออกมาเดินกลางค่ำกลางคืน ไปขึ้นรถไฟฟ้าหรือเรียกแท็กซี่ได้สะดวกหรือไม่ องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญในการตัดสินใจของผู้เช่า     โครงการที่มั่นคงและมีชื่อเสียงเป็นที่วางใจ – ชื่อเสียงที่ดีหรือแบรนด์ของอสังหาที่ได้รับการยอมรับจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยการันตีถึงคุณภาพโครงการได้ และช่วยสร้างความมั่นใจในการเลือกของผู้เช่าได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน โครงการของแบรนด์อสังหายอดนิยมอาจราคาสูงมากจนเกินงบประมาณในการลงทุน คุณจึงต้องหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ได้ตามงบประมาณของตนเอง     รายละเอียดเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องพิจารณาโดยปราศจากอคติ อย่าเอาความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัวมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจจนขาดการใช้เหตุผลหรือขาดการคิดคำนวณที่ชัดเจน ศึกษาความเป็นไปได้ให้รอบด้าน เพื่อให้การลงทุนของคุณได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งจากค่าเช่าที่จะได้อย่างต่อเนื่องและจากราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อคุณต้องการขายในอนาคตทำกำไรงาม ------------------------------------------ ชมข้อมูลบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ คอนโดมิเนียม เพิ่มเติมได้ที่  Website : www.realasset.co.th Facebook : www.facebook.com/RealAssetDevelopment Instagram : www.instagram.com/realasset.development/ LINE@ : @realasset อ่านต่อ

ซื้อโฮมออฟฟิศแบบไหน ให้ได้กำไรสุด ๆ

    ในยุคที่การทำธุรกิจของตัวเองกำลังมาแรง เทคโนโลยีการสื่อสารที่แสนสะดวกสบายทำให้การทำงานของนักธุรกิจยุคใหม่ไม่ต้องจำกัดอยู่แค่ในอาคารสำนักงานเหมือนอย่างสมัยก่อน เทรนด์การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภท ‘โฮมออฟฟิศ’ จึงได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะนอกจากจะรวมฟังก์ชั่นของที่ทำงานกับที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง ทำให้มีเวลาคุณภาพเพิ่มขึ้น ทั้งสำหรับการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เรามาดูกันว่า เราจะเลือกลงทุนในโฮมออฟฟิศยังไงให้ได้กำไรทั้งในแง่ธุรกิจและได้กำไรชีวิต     เลือกทำเลที่ใช่สำหรับธุรกิจและการใช้ชีวิต - คำว่า ‘ทำเลที่ดี’ สำหรับธุรกิจแต่ละประเภทย่อมมีความหมายแตกต่างกัน การเลือกทำเลสำหรับการทำธุรกิจในยุคก่อน ๆ อาจหมายถึงการเลือก ‘ย่านหรือชุมชน’ ที่เป็นศูนย์รวมของธุรกิจประเภทนั้น ๆ อันเป็นที่มาของย่านการค้าหรือย่านธุรกิจดั้งเดิม เช่น ย่านสีลม สำเพ็ง พาหุรัด ประตูน้ำ ฯลฯ ที่เมื่อเอ่ยชื่อทำเลปุ๊บ คนทั่วไปก็จะรู้ทันทีว่า ย่านนั้นค้าขายอะไร แต่การทำธุรกิจในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องไปตั้งร้านอยู่รวมกันที่เดียวจนเกิดเป็นย่าน เพราะการสื่อสารคมนาคมที่สะดวกช่วยให้คนส่วนมากไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลไปซื้อของหรือทำธุรกรรมต่าง ๆ ถึงสถานประกอบการ สามารถสั่งสินค้าออนไลน์ ประชุมผ่านอินเตอร์เน็ต ทำเลที่ใช่สำหรับโฮมออฟฟิศที่ดีจึงหมายถึง ทำเลที่เดินทางสะดวกทั้งสำหรับลูกค้า สะดวกสำหรับเพื่อนร่วมงาน และสะดวกต่อการใช้ชีวิต ทำเลที่กำลังฮอตสำหรับโฮมออฟฟิศในกรุงเทพฯ ตอนนี้ก็คือ ย่านบางนา สุขุมวิท และเกษตรนวมินทร์ เพราะเดินทางสะดวกมาก ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา     ราคาอยู่ในกรอบงบประมาณของธุรกิจ เพราะเป็นส่วนของการลงทุน – การซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยถือเป็นค่าใช้จ่ายการซื้อความสุขให้ชีวิต ความคุ้มค่าจึงขึ้นอยู่กับความสุขและความพึงพอใจ แต่การซื้อโฮมออฟฟิศเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในการทำธุรกิจ จึงต้องดูราคาของโครงการให้เหมาะสมกับวงเงินงบประมาณสำหรับธุรกิจของเราด้วย โดยทางที่ดีควรให้อัตราการผ่อนชำระค่างวดสมดุล กับแผนการเงินที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ เพื่อให้ไม่กระทบกับสภาพคล่องของบริษัท ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     มีที่จอดรถสะดวกสบาย – การทำบ้านเป็นสำนักงานต้องคำนึงถึงการมีลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจที่จะต้องเดินทางมาติดต่ออย่างสม่ำเสมอ การเลือกโฮมออฟฟิศที่ดีจึงต้องดูว่า ทางโครงการมีที่จอดรถเตรียมไว้เพียงพอสำหรับรองรับธุรกิจของเราหรือไม่ เพื่อให้ลูกค้าที่มาติดต่อได้รับความสะดวกและไม่รบกวนเพื่อนบ้านหรือไปจอดรถกีดขวางพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ     มีสาธารณูปโภคครบครัน – โฮมออฟฟิศที่ดีต้องมีระบบสาธารณูปโภคที่ครบถ้วน ทั้งเพื่อการทำธุรกิจและการอยู่อาศัย มีการจัดการพื้นที่ส่วนกลางอย่างมีคุณภาพ มีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการอยู่อาศัย และการพักผ่อน มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง  ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     มีรูปแบบการใช้สอยและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจของเราจริง ๆ – การทำธุรกิจแต่ละประเภทต้องการลักษณะพื้นที่ไม่เหมือนกัน ควรพิจารณาเลือกโฮมออฟฟิศที่มีฟังก์ชั่นตรงกับการใช้งานทางธุรกิจของเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขนาดพื้นที่เพียงพอต่อการใช้งานหรือลักษณะการออกแบบที่ลงตัว ทั้งการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตหลังเลิกงาน ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ Cascade บางนา     การออกแบบที่สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ – เพราะทุกธุรกิจต้องพร้อมสำหรับการปรับตัวอยู่เสมอ พื้นที่สำหรับการทำธุรกิจที่ดีจึงควรมีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ใช้สอย เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปหรือโอกาสในการขยับขยาย ภาพจาก : โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา     เลือกโครงการที่มีชื่อเสียงดี เป็นที่ต้องการ เหมาะแก่การลงทุน ซื้อง่ายขายคล่อง – การเลือกซื้อโฮมออฟฟิศของบริษัทที่มีชื่อเสียงดี ทำให้มั่นใจได้ว่า เราจะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพ คุ้มค่าแก่การลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเราจะมีกำไรทั้งที่จะได้รับจากการรูปแบบใช้งานที่ส่งเสริมธุรกิจของเราให้ทำมาค้าขึ้น และหากต้องการขายต่อเพื่อทำกำไรในอนาคตก็จะเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ สามารถขายได้ในราคาที่สูง     หากใครที่กำลังตัดสินใจเลือกโฮมออฟฟิศเพื่อธุรกิจของคุณ สามารถเลือกแบบและทำเลที่คุณถูกใจได้ดังนี้นะคะ - โฮมออฟฟิศ โครงการ Cascade บางนา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1232 กด 14 หรือ http://realasset.co.th/homeoffice/cascade - โฮมออฟฟิศ โครงการ The Pretium บางนา สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1232 กด 13 หรือ http://realasset.co.th/homeoffice/thepretium อ่านต่อ

ข้อแตกต่างของการ ซื้อบ้าน “เพื่ออยู่อาศัยเอง” และ “เพื่อการลงทุน”

    หากพูดถึงการ ซื้อบ้าน หรือคอนโดถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง และ ซื้อเพื่อการลงทุน/เก็งกำไร ซึ่งหากมองเผิน ๆ อาจจะกล่าวได้ว่าไม่ว่าจะซื้อแบบใดก็ต้องเลือก “บ้าน/คอนโดที่ดีที่สุด” แต่ทั้งนี้คำว่า “ดีที่สุด” ของทั้ง 2 แบบก็ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่เอง และซื้อเพื่อการลงทุน ก็มีการเลือกอสังหาริมทรัพย์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทั้ง 2 แบบ มีความแตกต่างกันดังนี้ “ทำเล” ที่ต่าง สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยน     แม้จะบอกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น “ทำเล” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด แต่สำหรับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุนนั้น มีหลักในการเลือกทำเลที่ต่างอยู่พอสมควร ดังนี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ต้องพิจารณาถึง “ความต้องการของตัวเอง” เป็นหลัก ว่าต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานหรือใกล้โรงเรียนลูก หรือสถานที่อื่น ๆ ตามแต่ที่ใจเราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าที่เราชอบ ร้านกาแฟโปรด นอกจากนี้อย่าลืมสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ บางคนอาจจะชอบแบบสงบ บางคนอาจจะชอบแบบพลุกพล่าน มีสีสัน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ “ความต้องการส่วนตัว” ของเราล้วน ๆ • ซื้อเพื่อการลงทุน ต้องพิจารณาถึง “ความต้องการของตลาด” เป็นส่วนใหญ่ โดยทำเลที่เลือกต้องเป็นย่านชุมชน มีแหล่งงาน ไม่เงียบจนเกินไป อีกทั้งทำเลที่เลือกไม่จำเป็นต้องเป็นทำเลใกล้ตัวเราเสมอไป แต่ให้เลือกทำเลที่เหมาะแก่การปล่อยเช่ามากที่สุด เช่น ทำเลใดได้ผลตอบแทนจากการเช่าสูง ๆ “เงินกู้ VS เงินสด” สำคัญไฉน?     เรื่องเงินที่นำไปซื้อก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหากมองเป็น 2 แง่ของผู้ที่ซื้อเพื่ออยู่เอง และผู้ที่ซื้อเพื่อการลงทุน การลงเงินก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งทั้ง 2 แบบก็มีข้อแตกต่างกันดังนี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หากเป็นการซื้อเพื่ออยู่เอง แนะนำว่าให้ใช้ “เงินสด” ให้มากที่สุด เพราะการซื้อเพื่ออยู่เอง คือเราไม่ได้รายได้จากการซื้อครั้งนี้มาหมุนแม้แต่น้อย เท่ากับว่าเราจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นยิ่งลงเงินสดไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยไปมากเท่านั้น • ซื้อเพื่อการลงทุน หากเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงเงินสดเป็นจำนวนมาก เน้นการกู้เงินจากธนาคาร เพราะเราสร้างรายได้จากการซื้อครั้งนี้จากค่าเช่าที่ได้ ก็จะเหมือนกับว่าเรามีคนมาช่วยจ่ายดอกเบี้ย และช่วยผ่อนธนาคารให้ ซึ่งหากใครมีเงินสดเหลือ ก็สามารถนำเงินจำนวนนั้นไปต่อยอดการลงทุนแบบอื่นได้ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนไปด้วย “ศักยภาพในอนาคต” ที่ต้องสังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านเพื่ออยู่เองหรือเพื่อการลงทุน เราล้วนแต่ต้องการทำเลดี มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งจำเป็นจะต้องสังเกตสิ่งเหล่านี้ • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง เน้นศักยภาพทำเลที่เป็นโครงข่ายการคมนาคมเป็นหลัก เช่น จะมีรถไฟฟ้าสายนี้ตัดผ่าน หรือเป็นทางด่วนเชื่อมต่อเข้าในเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับเรา ทั้งนี้การซื้อเพื่ออยู่เองสิ่งที่ควรต้องระวังมากที่สุดคือ ที่ตรงนั้นมีแนวโน้มที่จะเวนคืนหรือไม่ ซึ่งจะเกิดปัญหายุ่งยากที่ต้องย้ายที่อยู่ในภายหลัง • ซื้อเพื่อการลงทุน เน้นศักยภาพทำเลในภาพรวม กล่าวคือ มีโครงการหรือโปรเจคใหญ่ที่คาดว่าจะมาเปิดในทำเลนี้ หรือรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่มีแนวโน้มว่าจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีผลกับมูลค่าเวลาเราขายทิ้งเพื่อเอากำไรนั่นเอง ว่าจะบวกกำไรได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ “ทำเลที่มีศักยภาพ” เป็นสำคัญ ที่มา : TerraBKK คลังความรู้ อ่านต่อ

10 ขั้นตอนในการลงทุนอสังหาให้รวย

    การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กำลังเป็นทางเลือกที่หอมหวานสำหรับคนรุ่นใหม่ เศรษฐีรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยร่ำรวยมาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เรามาดูกันว่า ขั้นตอนที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำเหมือน ๆ กันมีอะไรบ้าง 1. วางแผนให้ดีเยี่ยม – ทุกการลงทุนต้องการแผนที่ดี หลายคนพลาดเพียงเพราะมีเงินเย็นเต็มกระเป๋า แต่ดันลงทุนโดยปราศจากการวางแผนที่รัดกุม ทำให้เงินเย็นที่ควรจะงอกเงย กลายเป็นเงินร้อนและหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย การวางแผนลงทุนในอสังหาก็ไม่ต่างกับการวางแผนธุรกิจทั่วไป จึงต้องมีการกำหนดเป้าหมาย วิเคราะห์ความเป็นไปได้ ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง และวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว 2. ศึกษาตลาดอย่างจริงจัง – ตลาดอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทหรือแต่ละระดับมีเงื่อนไขการลงทุนที่แตกต่างกัน การที่จะเอาชนะตลาดได้ ก็ต้องศึกษารายละเอียดเชิงลึกของตลาดที่ตัวเองลงทุนอยู่ให้เข้าใจทุกองศา จนสามารถคาดเดาทิศทาง และหาโอกาสทำกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค อัตราการเช่า หรือการซื้อขาย อัตราดอกเบี้ย ปัจจัยบวกและลบของตลาดนั้น ๆ  3. ซื่อสัตย์ตลอดกาล – ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนหรือนักธุรกิจประเภทใด เครดิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเฉพาะเมื่อสินค้าของคุณคืออสังหาริมทรัพย์ที่มีอายุผลิตภัณฑ์ยาวนาน ชื่อเสียงความไว้ใจในผลิตภัณฑ์และตัวผู้ให้เช่าหรือผู้ขายก็ยิ่งต้องมั่นคงยาวนานตามไปด้วย ความซื่อสัตย์อาจไม่นำพากำไรง่าย ๆ มาให้คุณในระยะสั้น แต่จะนำพาความสำเร็จที่ยั่งยืนมาให้อย่างต่อเนื่อง 4. ศึกษาความรู้ให้เชี่ยวชาญเฉพาะทางแบบเจาะลึก – หากคุณเลือกดีแล้วว่า จะลงทุนในตลาดแบบไหน ก็ควรจะศึกษาข้อมูลรายละเอียดในตลาดของคุณแบบเจาะลึกที่สุดไปเลย เช่น คุณมีความสนใจและมีความถนัดในตลาดอสังหาระดับลักชัวรี ก็ควรหาความรู้ระดับลึกให้เกิดเป็นความเชี่ยวชาญ เช่น รู้ว่าแหล่งลูกค้าจะมาจากที่ไหน การตัดสินใจขึ้นอยู่กับปัจจัยใด มีช่องทางที่จะรู้ได้ก่อนใครเมื่อมีโครงการที่น่าลงทุนเข้ามาในตลาด รู้ทำเลศักยภาพในอนาคต รู้วิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ที่คุณลงทุน และรู้ระเบียบกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 5. แบ่งผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ที่นำประโยชน์มาให้ หรือผู้ที่ช่วยแนะนำ – ในการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายหรือปล่อยเช่า แม้จะมีช่องทางอิเลคโทรนิคส์ที่ทันสมัยในการนำเสนอสินค้าของคุณเข้าสู่ตลาด มีช่องทางไฮเทคมากมายที่คุณจะได้รับแจ้งว่า มีโครงการใหม่ ๆ ทำเลใดที่น่าลงทุนเพิ่ม แต่ช่องทางของการมีบุคคล (ที่น่าเชื่อถือ) มาแนะนำหรือบอกต่อแบบปากต่อปากนั้นก็ยังมีศักยภาพสูงสุดเสมอ และคุณก็ไม่ควรมองข้ามการให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่นำผลกำไรดี ๆ มาให้คุณ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด  6. ศึกษาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง – นักลงทุนที่ฉลาดต้องติดตามข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับสินทรัพย์ที่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ แนวโน้มหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานของธุรกิจ เพื่อให้พร้อมปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบหรือทิศทางเศรษฐกิจตลอดเวลา รวมถึงความรู้ในแง่ที่เกี่ยวกับรสนิยม ความชอบที่เปลี่ยนไป หรือปัจจัยในการตัดสินใจบริโภคของลูกค้า 7. เข้าใจความเสี่ยงที่ต้องรับมือ – โดยทั่วไปถ้าคุณลงทุนในหุ้นหรือกองทุน ก็จะมีคำเตือนให้ระวังความเสี่ยง แต่ไม่มีคำเตือนสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่ความจริงก็มีความเสี่ยงมากมายพอกัน หากคุณคิดจะลงทุนในอสังหา คุณก็ต้องศึกษาให้ดีว่า อสังหาโดยรวม และอสังหาที่คุณซื้อเพื่อปล่อยขายหรือเช่านั้น จะมีความเสี่ยงใดบ้าง หากประเมินแล้วว่า เป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้ และมีแผนที่ดีในการรับมือกับความเสี่ยงนั้น ก็ลุยได้เต็มที่ แต่ถ้าลงทุนเพราะซื้อตามเพื่อน ไม่ได้คิดอะไรมาก คุณอาจต้องช็อคกับความเสี่ยงในแบบที่คุณไม่ได้คิดไว้เหมือนกัน 8. มีระบบบัญชีที่ดีเยี่ยม – มีหลายคนในโลกนี้ที่ขายอะไรได้เยอะแยะ มีเงินผ่านมือมากมาย แต่พอวัดระดับความมั่งคั่งหรือดูผลประกอบการกันจริง ๆ แล้วปรากฎว่า ไม่ยักรวย เพราะไม่ได้มีระบบบัญชีและการเงินที่รัดกุม ถ้าคุณเริ่มต้นจะเป็นนักลงทุนอสังหาระดับเล็ก ๆ ก็ต้องรู้จักศึกษาข้อมูลเรื่องบัญชี - การเงินให้เข้าใจด้วยตัวเอง เพราะมีรายการค่าใช้จ่ายมากมายที่คุณไม่เข้าใจแฝงอยู่และทำให้เงินได้ที่คุณคิดว่าควรจะเป็นกำไรเยอะแยะนั้นเหลือแค่นิดเดียว เช่น ค่าเสื่อม ค่าส่วนกลาง ค่าธรรมเนียม ค่าซ่อมแซม ภาษี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ และถ้าพอร์ตของคุณโตมาก ๆ จนต้องหาผู้ช่วยเก่ง ๆ มาดูบัญชีหลังบ้าน ก็อย่าลืมบวกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปในต้นทุนของคุณด้วย 9. ใช้ทีมงานหรือผู้ช่วยระดับมืออาชีพ – การลงทุนในอสังหาดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องง่าย หลายคนคิดแค่ดูว่ามีโครงการไหนดี ก็รีบไปซื้อไปจองแล้วก็มาประกาศปล่อยขาย - เช่าในราคาสูงกว่าที่ซื้อมา ทำกำไรสบาย ๆ ไม่เห็นต้องพึ่งใคร แต่ในความเป็นจริง มีรายละเอียดหลายขั้นตอนที่ต้องให้มืออาชีพมาดูแล เช่น ตัวแทนขาย นักกฎหมาย ผู้ออกแบบหรือผู้รับเหมาในกรณีที่คุณต้องปรับปรุงหรือตกแต่งสถานที่ วิธีที่ดีที่สุดที่จะไม่ปวดหัวคือการใช้ผู้ที่มีความสามารถจริง ๆ และคุณควรบวกค่าความสามารถที่เหมาะสมนั้นลงไปในต้นทุนของคุณด้วย 10. สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน – ก๊วนหรือเครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญ แม้แต่นักธุรกิจที่ขายของเหมือนกันก็ยังต้องมาจับมือเป็นสมาคมเพื่อเกื้อกูลกัน นักลงทุนอสังหาอย่างคุณก็ต้องการก๊วนพันธมิตรดี ๆ ที่คอยช่วยกันในการพัฒนาความรู้และสนับสนุน เครือข่ายที่ดีไม่เพียงแบ่งปันความรู้ที่ดีแต่ยังอาจช่วยชี้นำทิศที่ดีให้กับคุณได้ด้วย เช่น รู้ว่าทำเลใดมีโอกาส รู้ทันปัจจัยเสี่ยง ฯลฯ หากคุณคิดจะเริ่มลงทุนในอสังหา ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ ก็พิจารณาลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดู แล้วจะพบว่า ความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ   อ่านต่อ

เคล็ดไม่ลับ กันขโมยเข้าบ้านได้ 100%

ภัยจากการโจรกรรมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เป็นฝันร้ายของคนมีบ้าน เพราะการเข้ามารุกรานของเจ้าหัวขโมยนั้นไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์ แต่ยังทำให้คุณสูญเสียสวัสดิภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิตในบ้าน ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดของคนเรา เพื่อให้รอดพ้นจากโจรผู้ร้าย เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับป้องกันขโมยมาให้คุณอุ่นใจค่ะ 1. เปลี่ยนระบบล็อคประตูหน้าต่างให้เป็นแบบที่งัดแงะได้ยาก – ถ้ามีบ้านเหมือน ๆ กันหลายหลังในละแวกเดียวกันให้ขโมยเลือกปล้น แน่นอนว่า เจ้าหัวขโมยย่อมเลือกดูบ้านที่งัดเข้าไปได้ง่ายที่สุด โดยเริ่มดูจากล็อคประตูหน้าตาที่คุณใช้นั่นแหละ 2. ทำรั้วให้ยากต่อการปีนข้าม – ถ้าคุณอยู่บ้านมีรั้ว รั้วบ้านที่ดูแล้วปีนเข้าไปแสนง่ายดายย่อมจูงใจให้โจรปีนเข้าไปในบ้านคุณมากกว่าหลังที่ปีนยาก สำรวจดูว่า รั้วของคุณน่าปีนแค่ไหนถ้าคุณเป็นขโมย ถ้าปีนง่ายมาก จงหาตัวช่วยโดยด่วน 3. ปกปิดการมองเห็นกิจกรรมของคนในบ้านจากสายตาคนนอกบ้าน – หัวขโมยมืออาชีพจะเฝ้ามองรายละเอียดความเป็นไปของคนในบ้านและข้าวของก่อนลงมือ หากบ้านของคุณมีช่องเปิดให้เห็นสิ่งต่าง ๆ และกิจกรรมของคนในบ้านได้ง่ายว่า เข้าออกเวลาไหน ปิดไฟนอนตอนไหน ก็ควรลดการมองเห็นจากภายนอกเพื่อความปลอดภัย 4. ตู้จดหมายปลอดภัย – จงทำตู้รับจดหมายให้หย่อนเข้ามาภายในบ้าน เพื่อไม่ให้คนเห็นจดหมายค้างตู้หลายวันเวลาคุณไม่อยู่บ้าน หัวขโมยที่เห็นจดหมายค้างตู้เต็มปรี่จะรู้สึกเหมือนได้รับจดหมายเชิญให้เข้าไปชมภายในบ้านคุณ...จริง ๆ นะ 5. อย่าทิ้งของน่าขโมยไว้นอกบ้าน – ไม่ว่าจะเป็นจักรยาน เครื่องตัดหญ้า อุปกรณ์ทำสวน รองเท้าราคาแพงที่คุณถอดไว้ก่อนเข้าบ้าน ถ้าคุณมีของใช้หรือห้องเก็บของอยู่นอกบ้าน จงทำล็อคสำหรับห้องเก็บของเหล่านั้น เพราะบางทีโจรที่ไม่ได้ตั้งใจจะปล้นคุณตั้งแต่แรก ก็อาจหันมาสนใจบ้านคุณเพราะของที่วางให้หยิบง่าย ๆ อยู่รอบบ้านนั่นแหละ 6. เลี้ยงสัตว์ไว้เฝ้าบ้าน – แม้การมีสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงที่ทำให้เกิดเสียงดังเวลามีคนเข้าบ้าน อาจจะทำให้เป็นภาระและเกิดเสียงรบกวนบ้างในบางเวลา แต่การมีเพื่อนต่างสายพันธุ์เหล่านี้ช่วยเป็นหูเป็นตา ทำหน้าที่ยามเฝ้าบ้าน ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยได้มากกว่าไม่มี 7. ระบบนิรภัย - ติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และควรติดกล้องวงจรปิดชนิดที่มีสัญญาณภาพส่งทางอินเตอร์เน็ตไปปรากฎในโทรศัพท์ของคุณได้ยิ่งดี 8. ร่วมโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ - ในช่วงเวลาที่คุณไม่อยู่บ้าน โครงการนี้จะช่วยให้มีสายตรวจเข้าเวรคอยดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ให้อย่างสม่ำเสมอ 9. อย่าโพสประกาศในโซเชียลหรือบอกคนแปลกหน้าให้รู้ว่าคุณไม่อยู่บ้าน – เซเลบริตี้ระดับโลกอย่าง คิม คาร์ดาเชียน นั้นโดนโจรปล้นเอาปืนจ่อกบาลเพราะโพสให้คนรู้ว่าเธออยู่ที่ไหนบ้างตลอดเวลา แต่สำหรับคุณที่ไม่ได้สวมเพชรหลายกะรัตติดนิ้วตลอดเวลาเหมือนสาวคิม การโพสว่ากำลังไปที่นั่นที่นี่อาจเป็นการประกาศเรียกโจรมาเที่ยวบ้านตอนคุณไม่อยู่นะจ๊ะ 10. ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน สร้างชุมชนเข้มแข็ง – ไม่ว่าคุณจะป้องกันภัยด้วยวิธีต่าง ๆ แน่นหนาเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ดีเสมอและดีที่สุดคือการมีเพื่อนบ้านที่ดีและชุมชนที่ปลอดภัย เพราะเพื่อนบ้านในชุมชนที่ดีจะช่วยทำหน้าที่เป็นยามให้แก่กันและกันโดยอัตโนมัติ ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินหรือบ้านช่อง แต่ยังรวมไปถึงสวัสดิภาพของคนในครอบครัวที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันให้เกิดความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่มีคนแปลกหน้าหรือใครที่มีท่าทางไม่ชอบมาพากลเข้ามาในพื้นที่ เพื่อนบ้านที่ดีก็จะช่วยสอดส่อง เตือนภัยให้แก่กันละกันได้ โดยที่คุณเปลี่ยนจากการเสียค่าจ้างยาม มาเป็นการผูกสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินร่วมกันได้อย่างสบายใจ อ่านต่อ

10 เรื่องจริงที่ควรรู้ก่อนซื้อคอนโดฯ

    เพราะการซื้อคอนโดมิเนียมเป็นการลงทุนก้อนใหญ่เพื่ออนาคต คุณต้องการผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเงิน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังบวกความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ  ก่อนตัดสินใจซื้อจึงต้องรู้ลึกรู้จริงในประเด็นต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด 1. ซื้อเพื่ออะไรกันแน่ – คุณควรตอบตัวเองให้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อและเรียบเรียงความต้องการใช้สอยออกมาให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดคุณว่า คอนโดแบบไหนที่คุณควรซื้อจริง ๆ ไม่ใช่หลงเพ้อไปตามความสวยของห้องตัวอย่างหรือคารมดีๆของคนขาย พิจารณาพื้นที่ใช้สอยรวมทั้งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่จำเป็นว่ามีครบถ้วนหรือไม่  และที่สำคัญคือต้องดูขนาดพื้นที่และจำนวนห้องให้พอกับความต้องการใช้สอยทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น การมีครอบครัว หรือมีญาติพี่น้องมาอยู่ด้วย 2. งบประมาณ – วิเคราะห์สภาพคล่องของคุณ ควบคู่ไปกับการศึกษารายละเอียดในการผ่อนชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอื่น ๆ ในการทำสัญญาซื้อขายและการโอน เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหนในการรับภาระค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่าเงินของคุณแค่ไหน 3. ข้อได้เปรียบ - เสียเปรียบของทำเลที่ตั้งแต่ละโครงการ –  พิจารณาถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต เช่น ความปลอดภัย ความมีสุขอนามัยที่ดี ทัศนียภาพที่ดี ความสะดวกในการเดินทาง ความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และศักยภาพในแง่การลงทุน หากต้องการปล่อยให้เช่าหรือขายในอนาคต ก็ควรเป็นทำเลดี ๆ ที่คนอื่นอยากมาซื้อหรือมาเช่าต่อจากคุณ 4. ที่จอดรถ – อาคารนั้นมีที่จอดรถเพียงพอหรือไม่ ราคาคอนโดบางแห่งไม่รวมค่าที่จอดรถ ถ้าคุณต้องการนำรถมาจอดอาจต้องจ่ายเพิ่ม ต้องศึกษารายละเอียดในส่วนนี้ให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ คนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ได้คิดถึงข้อมูลส่วนนี้และอาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า ซื้อคอนโดก็น่าจะมาพร้อมที่จอดรถฟรี ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป 5. อัตราค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงส่วนกลาง – เพราะค่าใช้จ่ายในการซื้อคอนโดนั้นไม่ได้จบแค่ราคาซื้อขาย ค่าโอน ค่าทำสัญญา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต่อเนื่องไปตลอดอายุการครอบครอง คือค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจ้างนิติบุคคลมาดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับภาพรวมของโครงการ รวมถึงค่าใช้จ่ายปลีกย่อยที่จะต้องชำระเป็นรายเดือนหรือรายปีอื่น ๆ ซึ่งคุณจะต้องศึกษาให้ละเอียดและเตรียมงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้ให้เพียงพอในระยะยาวด้วย 6. ประสิทธิภาพของผู้ดูแลส่วนกลาง หรือนิติบุคคลอาคาร – คอนโดที่คุณซื้อไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุน จะมีศักยภาพที่ดีในการอยู่อาศัยมากน้อยหรือยาวนานแค่ไหนนั้น ปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือผู้ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ ควรศึกษาข้อมูลหรือสอบถามผู้ที่อยู่อาศัยมาก่อน หรือหาข้อมูลเปรียบเทียบในเรื่องชื่อเสียงและคุณภาพของบริษัทหรือตัวแทนที่รับเข้ามาทำหน้าที่นิติบุคคลบริหารอาคารนั้น ๆ ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการที่คุณลงทุนจะได้รับการบริหารดูแลอย่างดีโดยมืออาชีพ 7. ศึกษาข้อมูลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง - รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของอาคารชุด ต้องไม่ขัดกับความต้องการหรือความจำเป็นของคุณ เช่น การมีสัตว์เลี้ยง ข้อห้ามในการตกแต่งต่อเติมบางอย่าง หรือข้อห้ามเกี่ยวกับรูปแบบการใช้พื้นที่ หากคุณเป็นมือใหม่ ทางที่ดีควรมีที่ปรึกษาหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมาเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อขายและทำสัญญา 8. การเลือกตำแหน่งของห้อง - ควรดูทิศทางแดด - ลม ในแต่ละช่วงเวลาของวันว่าจะเป็นห้องที่ต้องรับแดดจัดในช่วงบ่ายตลอดวันหรือไม่ และผลกระทบจากเสียง กลิ่น ควัน จากภายนอกและภายใน รวมถึงความเป็นส่วนตัว ในกรณีที่ห้องอยู่ใกล้จุดสัญจรเช่น บันได ลิฟต์ หรือห้องทิ้งขยะ ก็ควรหลีกเลี่ยง และถ้าเป็นไปได้ คุณควรเลือกห้องที่ได้วิวดีที่สุดในโครงการ เพื่อความน่าอยู่และซื้อง่ายขายคล่อง 9. สภาพบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ – สภาพของสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดคร่าว ๆ ว่า คอนโดที่คุณจะซื้อมีความน่าอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากแค่ไหน หากเป็นคอนโดที่สร้างเสร็จและมีคนมาอยู่อาศัยแล้วสักระยะหนึ่ง สภาพของส่วนกลางก็จะยิ่งสะท้อนได้ว่า ภาพรวมในการดูแลรักษาของสิ่งแวดล้อมส่วนกลางคอนโดนี้มีแนวโน้มที่น่าจะดีต่อไปในอนาคต จากการทำงานของผู้บริหารส่วนกลาง และจากระดับมาตรฐานของผู้อยู่อาศัยโดยรวม 10. เพื่อนบ้านร่วมอาคารหรือร่วมโครงการ – เพราะพฤติกรรมของคนรอบข้างหรือเพื่อนบ้านเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้บรรยากาศโดยรวมของโครงการมีความน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ ทางที่ดีคุณจึงควรหาทางศึกษาข้อมูลดูว่า เจ้าของห้องในชั้นเดียวกัน ตึกเดียวกัน หรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงในโครงการนั้นมีลักษณะแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นโครงการที่มีคนอยู่อาศัยแล้วหรือเป็นคอนโดมือสองก็จะดูไม่ยาก แต่ถ้าเป็นโครงการใหม่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะคุณคงไม่อยากอยู่ใกล้คนที่คุณไม่ชอบ หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ ห้องข้าง ๆ เกือบทั้งชั้นอาจไม่มีคนอยู่เลยเพราะเป็นห้องที่ถูกซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร ลองคิดถึงบรรยากาศที่คุณขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องคนเดียวยามค่ำคืนในตึกที่ชั้นของคุณไม่มีใครอาศัยอยู่เลยก็คงหวาด ๆ พิลึก อ่านต่อ

บาท
ปี
%
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
บาท
ปี
%
การคำนวณนี้เป็นการประมาณยอดเงินกู้ได้สูงสุด 35% ของรายได้สุทธิ*
อัตราผ่อนต่อเดือน
บาท
เงินกู้
บาท